โดย Leander Kahney (14 ตุลาคม 2010)
ถอดความโดย : แมวน้อย Smiley เอ่อ! ผมแมวน้อยต้องขอ-ออกตัวสัก 700 เมตรก่อนนะครับว่า ผมบ่แม่นนักแปลมืออาชีพ ดังนั้นอาจมีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าโดยรวมแล้ว ผมสามารถถอดความได้ในระดับนึงง่ะครับ

จอน สคัลลี่ อดีตผู้บริหารสูงสุดของ Apple ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสติฟ จ็อบเป็นครั้งแรก

ในปี 1983 สติฟ จ็อบได้พยายามดึงตัวจอน สคัลลี่ ผู้บริหารของ Pepsi ให้มาทำงานกับ Apple ด้วยประโยคนึงซึ่งเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในโลกธุรกิจ " คุณอยากจะขายน้ำผสมน้ำตาลไปทั้งชาติ หรือคุณอยากจะได้โอกาสในการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ "

สำหรับท่านที่ต้องการอ่านต้นฉบับที่ผมถอดความมา ก็ไปดูได้ที่ link ข้างล่างน่ะครับ"
http://www.cultofmac.com/john-sculley-the-secrets-of-steve-jobs-success-exclusive

ส่วนฉบับเต็มแบบไม่มีการตัดทอน ก็ตาม link ข้างล่างครับ
http://www.cultofmac.com/john-sculley-on-steve-jobs-the-full-interview-transcript/63295



ข้างบนเป็นวีดีโอสัมภาษณ์จอน สคัลลี่ของสำนักข่าว Bloomberg ในรายการพิเศษ Game Changers สคัลลี่ได้พูดถึงประโยคที่สตีฟใช้ในการดึงเขาเข้ามาทำงานด้วย " You want to sell sugar water for the rest of your life or you want to come with me and change the world. " ประโยคนี้อยู่ประมาณวินาทีที่ 0:30 น่ะครับ ถ้าจะแปลอีกทีก็ประมาณ " คุณอยากจะขายน้ำผสมน้ำตาลไปทั้งชาติ หรือคุณจะไปทำงานกับผม เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ "

จ็อบส์กับสคัลลี่ ได้ช่วยกันบริหาร Apple ในรูปแบบของการเป็น CEO ร่วมกัน ได้ทำการผสมผสานเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอย่างเครื่องแมคอินทอชรุ่นแรกกับสุดยอดแคมเปญโฆษณาอย่าง 1984 ที่โด่งดัง แล้วก็ยังรวมถึงการออกแบบผลิดภัณฑ์ในระดับโลก แต่ในอีกไม่นานนัก ก็มีความขัดแย้งเกิดขึ้น คนรู้จักชื่อเสียงของสคัลลี่ดีที่สุด ในฐานะคนที่บังคับให้จ็อบส์ลาออกจากบริษัท Apple หลังจากที่เกิดความขัดแย้งในปอร์ดบริหารของบริษัท ในเรื่องการให้เลือกข้างระหว่างสคัลลี่กับจ็อบส์ว่า ใครจะมีอำนาจควบคุมบริษัทอย่างแท้จริง

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่สคัลลี่ได้ออกมาพูดเกี่ยวกับเรื่องราวของสตีฟ จ็อบส์กับเคล็ดลับในความสำเร็จของเขาสู่สาธารณะชน มันเป็นการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกของเขา ในเรื่องเกี่ยวกับสตีฟ จ็อบส์ ตั้งแต่ตัวสคัลลี่เองก็ได้ถูกบังคับให้ลาออกจากบริษัท Apple ในปี 1993

สคัลลี่บอกว่า " มันมีหลายบทเรียนในเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณ์และการตลาด ที่ผมได้เรียนรู้ในขณะที่ทำงานร่วมกับสติฟในช่วงแรกๆ สิ่งที่ผมประทับใจคือ ในหลายๆปีหลังจากนั้น สตีฟก็ยังคงยึดมั่นกับหลักการในแบบที่เขาเคยใช้ในช่วงเริ่มต้น "

สคัลลี่พูดอีกว่า " ถึงปัจจุบันนี้ ผมก็ไม่คิดว่าสตีฟได้เปลี่ยนแปลงหลักการต่างๆของเขาจากในช่วงที่เริ่มต้นแต่อย่างใด เพียงแต่ว่า เขาทำมันได้ดีขึ้นเท่านั้นเอง "

ผมเจอกับสคัลลี่ในล็อบบี้ของโรงแรมใกล้ๆกับสนามบินโอ๊คแลนด์ สคัลลี่มาประชุมเกี่ยวกับเรื่องกองทุนของบริษัทเค้า กำลังรอเที่ยวบินกลับบ้านในฝั่งตะวันออกของประเทศอยู่

ในตอนแรกที่ผมขอสัมภาษณ์ สคัลลี่ไม่ค่อยอยากพูดเรื่องเกี่ยวกับสตีฟ จ็อบส์ อดีตเพื่อนร่วมงานของเขาที่ Apple เท่าไหร่ ซึ่งสคัลลี่ถือว่า จ็อบส์เป็นทั้งลูกศิษย์และอาจารย์ของเขา

ในอีเมล์ที่ผมติดต่อกับสคัลลี่ก่อนจะนัดขอสัมภาษณ์ สคัลลี่บอกผมว่า " ทุกวันนี้ผมไม่ได้ติดต่อกับสตีฟเลย สตีฟยังโกรธที่ผมบังคับให้เขาลาออกจากบริษัท Apple เมื่อ 22 ปีก่อน ผมแม่มก็ไม่อยากจะไปทำให้เขาเคืองผมมากไปกว่านี้ ประสบการณ์ของผมในบริษัท Apple กลายเป็นเรื่องที่เกิดตั้งแต่ชาติที่แล้ว ผมก็เดินหน้ากับชีวิตต่อไป แล้วผมก็ไม่คิดอยากจะดัง หรือว่ามีความคับแค้นใจอะไรที่จะต้องออกมาพูดถึงเรื่องนี้ "

ผมก็พยายามโน้มน้าวสคัลลี่ ด้วยการบอกว่า ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของสตีฟ จ็อบส์ แล้วก็ไม่มีความประสงค์ที่จะไปขุดคุ้ยเรื่องฉาวฉุ่ยของชาวบ้าน สิ่งที่ผมอยากจะรู้คือ เบื้องหลังแห่งความสำเร็จ สตีฟ จ็อบส์เค้ามีวิธีการอย่างไร ?

ผมคุยกับสคัลลี่ ซึ่งใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง สคัลลี่ได้เปิดเผยถึงหลักการต่างๆที่จ็อบส์ใช้ในช่วงแรกๆ สคัลลี่บอกว่า มันคือหลักการของสตีฟ จ็อบส์ในการสร้างสินค้าระดับสุดยอด



01. การออกแบบที่งดงาม

เราทั้งคู่เชื่อในเรื่องการออกแบบที่งดงาม โดยเฉพาะสตีฟที่คิดว่า เราต้องเริ่มออกแบบจากมุมมองในเรื่องของประสบการณ์ในการใช้งานของผู้บริโภค เราได้ทำการศึกษาวิธีการของนักออกแบบชาวอิตาลีหลายๆคน ศึกษาเรื่องการออกแบบรถยนต์ของพวกเขา เรียนรู้ตัวรถยนต์ที่พวกเขาออกแบบ ดูวิธีการสร้างทั้งรูปแบบของการประกอบและรูปแบบที่ทำเสร็จแล้ว วัสดุ สีที่ใช้ แล้วก็สิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในตอนนั้น ไม่มีแมวที่ไหนในซิลิคอน แวลลี่ ที่ทำแบบเรา เพราะสิ่งที่เราทำ ในช่วงปี 80 มันเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากสิ่งที่ทำๆกันในซิลิคอน แวลลี่ มากที่สุด เรื่องนี้ไม่ใช่ความคิดของผม แต่ผมก็สามารถเชื่อมโยงกับมันได้ เพราะผมมีพื้นฐานด้านการออกแบบมาก่อน(แมวน้อยผู้ถอดความ : สคัลลี่เรียนจบสาขาการออกแบบอุตสาหกรรม) สตีฟพยายามผลักดันแนวคิดนี้มากที่สุด สิ่งที่หลายๆคนไม่ได้ตระหนักคือว่า Apple ไม่ได้แค่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่มันยังเกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบการตลาด และการวางตำแหน่งสินค้า

02. ประสบการณ์ในการใช้งานของผู้บริโภค

สตีฟจะดูในมุมมองของประสบการณ์ในการใช้งานของผู้บริโภคอยู่ตลอดว่า ผู้บริโภคจะรู้สึกยังไง ประสบการณ์การใช้งานของผู้บริโภคจะต้องเป็นแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขบวนการในการพิมพ์ (desktop publishing) หรือเรื่องของเพลงอย่าง iTunes มันเป็นส่วนหนึ่งในระบบที่ครบวงจร ซึ่งรวมทั้งเรื่องการผลิต การจัดซื้อวัตถุดิบ การตลาด ร้านขายปลีก

03. ไม่มีกลุ่มตัวอย่าง (No focus groups)

สตีฟบอกว่า " คุณคงจะไปถามคนๆนึงไม่ได้หรอกว่า คอมพิวเตอร์ที่มีระบบกราฟฟิคหรือรูปภาพเป็นตัวแทนการใช้งานควรจะเป็นยังไง? เพราะแม่มยังไม่มีใครเคยเห็นคอมพิวเตอร์ที่มีระบบกราฟิคเป็นตัวแทนการใช้งานเลย " สตีฟเชื่อว่า ถ้าเอาเครื่องคิดเลขไปให้กลุ่มตัวอย่างทดลองใช้ มันก็คงไม่สามารถใช้วิเคราะห์ได้ว่า พวกเขาอยากจะใช้งานคอมพิวเตอร์แบบไหน เพราะว่า สองสิ่งนี้ ระหว่างคอมพิวเตอร์กับเครื่องคิดเลข มันไม่ได้ใกล้เคียงกันเลย

04. ผู้ที่ชื่นชมในความสมบูรณ์แบบ

สตีฟเป็นคนที่ยึดมั่นในเรื่องของรายละเอียดทุกขั้นตอน เขาเป็นคนที่มีระบบระเบียบ รวมทั้งมีความรอบคอบในทุกเรื่องที่ทำ เรียกได้ว่า เป็นผู้ที่ชื่นชมในความสมบูรณ์แบบตัวจริง

05. วิสัยทัศน์

สตีฟเชื่อว่า ในที่สุดแล้ว คอมพิวเตอร์ก็จะกลายเป็นสินค้าสำหรับผู้บริโภค ซึ่งเป็นความคิดที่ในช่วงต้นทศวรรษ 80 ไม่ค่อยมีใครจะเห็นด้วย เพราะคนในตอนนั้นคิดว่า PC หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ก็เป็นเพียงแค่เวอร์ชั่นที่เล็กลงของคอมพิวเตอร์ในแบบ MainFrame ที่ใช้กันในบริษัทใหญ่ๆ บริษัทอย่าง IBM ก็คิดแบบนี้ บางคนก็คิดว่า PC มันน่าจะเป็นคล้ายๆกับเครื่องเล่นเกม เพราะในช่วงนั้นก็เริ่มมีเครื่องเล่นเกมแล้ว ซึ่งเป็นเครื่องเล่นเกมแบบไม่ซับซ้อน แล้วก็ใช้ต่อเล่นกับทีวี แต่สตีฟคิดในสิ่งที่แตกต่างออกไปเลย เขาเชื่อว่า คอมพิวเตอร์จะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ แล้วก็จะกลายเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า " จักรยานของความคิด " มันจะช่วยให้คนทั่วไปมีศักยภาพในการทำในสิ่งที่พวกเขาไม่เคยฝันมาก่อนเลยว่าจะทำได้ มันจะไม่ใช่แค่เครื่องเล่นเกม ไม่ใช่แค่เครื่อง Mainframe ที่ย่อขนาดลง สตีฟเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมาก

06. ความเรียบง่าย (Minimalism)

สิ่งที่ทำให้หลักการของสตีฟแตกต่างจากคนอื่นๆก็คือ สตีฟเชื่ออยู่ตลอดว่า การตัดสินใจที่สำคัญที่สุดไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดว่าจะทำ แต่เป็นสิ่งที่คุณคิดว่าจะไม่ทำ เขาเป็นคนที่เน้นความเรียบง่าย (minimalist)

สตีฟเป็นคนที่เน้นความเรียบง่าย (minimalist) แล้วก็พยายามที่จะลดความซับซ้อนของสิ่งต่างๆให้ลงมาอยู่ในระดับที่ง่ายที่สุดตลอด มันไม่ใช่แค่ความเรียบง่ายอย่างเดียว แต่มันเป็นการทำให้ง่ายขึ้น สตีฟเป็นนักออกแบบระบบ เขาทำให้ความซับซ้อนต่างๆลดลงมาอยู่ในระดับที่ง่ายที่สุด

07. จ้างคนที่เก่งสุด

สตีฟมีความสามารถในการเอื้อมไปขว้าหาคนที่เก่งที่สุด ฉลาดที่สุด ที่เขาคิดว่ามีอยู่ข้างนอก สตีฟเป็นคนที่มีทั้งแรงดึงดูดใจและความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ในการจูงใจให้คนเก่งๆอยากมาทำงานด้วย เขาสามารถทำให้คนเชื่อในวิสัยทัศน์ของเขา แม้ว่าผลิตภัณฑ์ที่เขาพูดถึงจะยังไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อน เขาพยายามออกไปหาคนเก่งในแต่ละสาขาให้เข้ามาทำงานด้วยตลอด ในเรื่องของการรับคนเข้าร่วมทีมงานของเค้า สตีฟจะต้องเป็นคนเลือกเอง ไม่เคยปล่อยให้คนอื่นจัดการแทน

08. ใส่ใจในรายละเอียด

ในด้านนึง สตีฟจะทำงานในระดับใหญ่ อย่างแนวความคิดในระดับที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่ในอีกด้านนึง เขาจะทำงานในระดับที่ลงรายละเอียดว่า มันจะต้องใช้อะไรบ้างในการสร้างผลิตภัณฑ์ตัวนึง ซึ่งรวมถึงการออกแบบ software การออกแบบ hardware การออกแบบระบบ ไปจนถึงโปรแกรมต่างๆที่จะให้ไปกับ Hardware อุปกรณ์ที่จะใช้เชื่อมต่อ เขาจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการโฆษณา การออกแบบ แล้วก็ทุกๆอย่างอยู่ตลอด

09. พยายามให้เล็กเข้าไว้

อีกด้านนึงเกี่ยวกับสตีฟคือ เขาไม่นับถือในวิธีการขององค์กรใหญ่ๆ เขารู้สึกว่า มันเหมือนกับระบบราชการและไม่มีประสิทธิภาพ เขาเรียกคนเหล่านี้ว่า "พวกงี่เง่า(bozos)" ซึ่งเป็นคำที่สตีฟใช้เรียกพวกองค์กรใหญ่ๆที่เขาไม่ได้ให้ความเคารพ

สตีฟมีกฏข้อนึงคือ จะไม่มีบุคลากรมาก-กว่า 100 คนในทีมที่ร่วมสร้าง Macintosh รุ่นแรก(แมวน้อยผู้ถอดความ : Macintosh รุ่นแรกคือคอมพิวเตอร์สำหรับตลาดผู้บริโภครุ่นแรก ที่ใช้เมาส์และรูปกราฟฟิคเป็นตัวแทนการใช้งาน ตัวอย่างที่เห็นได้คือระบบปฏิบัติการณ์ Windows และ Mac OS X ในปัจจุบัน) ดังนั้นถ้าอยากจะเพิ่มใครไปในทีมงาน ก็จะต้องมีคนออกจากทีม แนวคิดแบบนี้เกิดจากการที่สตีฟสังเกตุว่า "ผมไม่สามารถจำชื่อของคนที่ทำงานด้วยได้เกิน 100 ชื่อ แล้วผมก็อยากทำงานกับคนที่ผมรู้จักเป็นการส่วนตัว ถ้าทีมงานดันมีมาก-กว่า 100 คน โครงสร้างขององค์กรเราก็ต้องเปลี่ยนเป็นแบบอื่น ซึ่งผมทำงานแบบนั้นไม่ได้ แนวทางที่ผมอยากทำคือ ผมสามารถจะดูแลได้ในทุกรายละเอียด" สคัลลี่บอกว่า นี่คือวิธีการที่เขาเห็นสตีฟดูแลทีมงาน ในขณะเขาที่ทำงานกับสตีฟที่ Apple

10. ปฏิเสธงานห่วย

มันเหมือนกับสถานที่ผลิตงานของช่างฝีมือ สตีฟเป็นหัวหน้าช่างที่คอยเดินตรวจตรารอบๆ ดูช่างทำงาน ประเมินผลงาน แล้วในหลายๆครั้งก็คอยตัดสินใจว่า งานชิ้นไหนที่ต้องปฏิเสธ

วิศวกรด้าน Software จะเอา code ที่เขียนล่าสุดมาให้สตีฟดู สตีฟก็จะดูมัน โยนกลับไปยังคนเขียน แล้วบอกว่า "ยังไม่ดีพอ" สตีฟพยายามที่จะบังคับให้คนที่เค้าทำงานด้วยมีความคาดหวังในความสามารถของตัวเองสูงขึ้นอยู่ตลอด ดังนั้น มันก็เลยทำให้คนที่ทำงานกับเขา สามารถผลิตงานออกมาได้ในแบบที่พวกเขาไม่คิดว่าจะสามารถทำได้มาก่อน สตีฟสามารถเล่นได้สองบทบาท บทบาทนึงก็เป็นคนที่มีแรงดึงดูด แรงผลักดัน และสามารถทำให้ทีมงานตื่นเต้นที่จะส่วนหนึ่งของการสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ในอีกบทบาทนึง เขาจะเป็นคนที่ไม่มีความเกรงใจในเรื่องของการปฏิเสธงานห่วยๆของทีมงาน จนกระทั่งพวกเขาสามารถปรับปรุงให้งานสมบูรณ์แบบ และดีพอในมาตราฐานของสตีฟได้ ในกรณีที่ผมพูดถึงคือ เครื่อง Macintosh รุ่นแรก

11. ความสมบูรณ์แบบ

สิ่งที่ทำให้สตีฟแตกต่างจากคนอื่น อย่างบิล เกตส์ ซึ่งบิลก็เป็นคนที่เก่งมากคนนึง แต่บิลไม่เคยให้ความสนใจในเรื่องของการมีรสนิยมที่ดี เขามักจะสนใจในเรื่องของการครอบครองส่วนแบ่งหลักของตลาดอยู่ตลอดเวลา เขาจะผลิตสินค้าแบบไหนก็ได้ ที่สามารถทำได้ในตอนนั้น เพื่อครอบครองส่วนแบ่งของตลาด แต่สตีฟจะไม่ทำอย่างนั้น สตีฟเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของความสมบูรณ์แบบ

12. นักคิดแบบครบวงจร

iPod เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในวิธีการคิดของสตีฟ เริ่มจากการคิดในมุมมองของผู้ใช้งาน แล้วก็มองไปให้ครอบคลุมทั้งระบบตั้งแต่ต้นจนจบ สำหรับสตีฟแล้ว เขาจะคิดในแบบที่ครอบคลุมทั้งระบบตั้งแต่ต้นจนจบอยู่ตลอด เขาไม่ใช่นักออกแบบ แต่เขาเป็นนักคิดในแบบครบวงจรที่เก่งมาก ซึ่งสิ่งแบบนี้คุณจะไม่ได้เห็นในบริษัทอีกหลายๆแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทเหล่านั้นจะสนใจเฉพาะสิ่งที่พวกเขาถนัด แล้วก็เอางานส่วนอื่นๆไปจ้างบริษัทข้างนอกทำ

ยกตัวอย่างของสินค้าอย่าง iPod ในเรื่องระบบของการจัดซื้อส่วนประกอบที่ใช้ในการผลิตจากทั่วโลกไปยังโรงงานผลิตในประเทศจีน ระบบการสั่งซื้อส่วนประกอบก็เจ๋งพอๆกับกระบวนการที่ใช้ออกแบบตัวผลิตภัณฑ์ มาตราฐานของความสมบูรณ์แบบในเรื่องของการจัดซื้อ ก็เป็นในระดับเดียวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ผู้ใช้งาน ซึ่งมันเป็นมุมมองที่โค-ตะ-ระแตกต่างจากคนอื่นๆ

ก็เป็นอันจบการถอดความในเรื่องบทสัมภาษณ์พิเศษกับจอน สคัลลี่(อดีตผู้บริหาร Apple) เรื่องเคล็ดลับในความสำเร็จของสตีฟ จ็อบส์ แล้วครับ

ขอขอบคุณ Leander Kahney สำหรับบทความที่ผมขโมยมาถอดความ ส่วนความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในการถอดความ ผม แมวน้อยขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ หวังว่าบทความนี้อาจจะมีประโยชน์แก่ผู้ที่เข้ามาอ่านบ้าง ถ้าไม่มีประโยชน์อันใด อย่างน้อยผมก็หวังว่า น่าจะพออ่านเพลินๆได้นะครับ

ผมเขียนเรื่องนี้ 1 วันกับหนึ่งคืน ก่อนที่จะมีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปนัดชิงชนะเลิศ หรือยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ซึ่งเป็นชิงกันระหว่างสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมแชมป์ของอังกฤษ กับบาร์เซโลน่า ทีมแชมป์ของสเปน

ที่จำเป็นต้องรีบเขียนเพราะกลัวว่า ถ้าบาร์เซโลน่าแพ้ สิ่งที่ผมเขียน ก็คงไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่ ประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชนะ ผู้แพ้ไม่ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน ก็ไม่มีใครให้ความสนใจ

ครั้งก่อน เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอลคล้ายๆกันนี้ ก็ตอนบอลรายการชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปปีก่อน 2008 ที่สเปนได้แชมป์ ครั้งนั้น ฮอลแลนด์ซึ่งได้เข้ารอบตัดเชือกไปแล้ว แต่ก็ยังเล่นเต็มที่ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ชนะโรมาเนีย ทำให้อิตาลีได้เข้ารอบตามไปด้วย อดีตนักบอลทีมชาติฮอลแลนด์ เดนนิส เบิร์กแคม ให้สัมภาษณ์ก่อนแข่งว่า เราจะเล่นเต็มที่เพื่อเอาชนะโรมาเนีย ถึงแม้ว่า ถ้าทำอย่างนั้นแล้ว ก็เท่ากับว่าอิตาลีหรือฝรั่งเศสที่อยู่กลุ่มเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นทีมแข็ง จะได้ผลประโยชน์ในการเข้ารอบต่อไป แล้วอาจจะกลับมาเอาชนะฮอลแลนด์ได้ ถ้าเจอกันในรอบลึกๆอีกที เราก็ไม่สนใจ เพราะยังไงมันก็รู้สึกดีกว่า การแกล้งเล่นไม่เต็มที่ เพื่อให้ทีมอื่นตกรอบ

ผมคิดว่า มีอยู่ไม่กี่ทีมในโลก ที่คิดแบบฮอลแลนด์ หลังจากนั้น ฮอลแลนด์ก็ตกรอบตัดเชือกนัดแรก โดยแพ้รัสเซีย แล้วก็ไม่มีใครพูดถึง ผมเขียนเรื่องนั้น ประมาณวันเดียวก่อนแข่ง ก็เพราะกลัวจะไม่มีใครพูดถึงนั่นแหละครับ

กลับมาเรื่องของบาร์เซโลน่าต่อ ก่อนอื่นผมขอออกความเห็นก่อนว่า การที่บาร์เซโลน่าชนะเชลซี ได้เข้ามารอบชิง ก็เพราะกรรมการช่วยด้วย ลูกที่ปิเก้แฮนด์บอล ผมว่า ยังไง มันก็ต้องเป็นจุดโทษ ส่วนลูกอื่นๆ ผมว่า มันยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ในอีกมุมนึง ก็ต้องโทษเชลซีด้วย ที่พยายามใช้แผนมหาอุด ในที่สุดก็พลาด ตอน 11 คนเท่ากันมันยังพอยอมรับได้ แต่ตอนบาร์ซ่าเหลือ 10 คน ผมว่า เชลซีน่าจะบุก เอาประตู 2 ให้แน่นอนไปเลย คิดจะ Winning by Default แบบที่รอย คีนพูดถึงบาร์เยิร์นในหนังสือประวัติของเขา ซึ่งนัดชิงแชมเปี้ยนลีกกับแมนยู เมื่อหลายปีก่อน บาร์เยิร์นนำ 1 - 0 แล้วไม่คิดจะทำอะไรเพิ่ม แค่รักษาสกอร์ แล้วก็รอสวนกลับ แบบได้ก็เอา ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ในที่สุดก็โดน

แต่ไม่ว่ายังไง บาร์ซ่าก็มาถึงนัดชิงแล้ว ผมอยากให้บาร์ซ่าชนะ เพราะบาร์ซ่า อาจจะเป็นทีมเดียวในการแข่งขันครั้งนี้(หรืออาจจะมีอาร์เซนอลอีกทีม) ที่ให้ความสำคัญกับวิธีได้มาซึ่งความสำเร็จ พอๆกับตัวของความสำเร็จ ไม่ว่าจะเจอกับทีมไหนในแชมเปี้ยนลีก ก็เล่นเกมบุกใส่ตลอด สร้างความบันเทิงให้คนดู ซึ่งการเล่นแบบนี้ ผมเดาว่า ในทฤษฎีฟุตบอลสมัยใหม่ ถือว่าโง่ เสียเปรียบชาวบ้าน เพราะทีมที่เล่นอุด หรือแบบปลอดภัยไว้ก่อน จะมีช่องว่างในแผงหลังของบาร์ซ่า ให้โต้กลับเพื่อเอาประตูได้ง่ายขึ้น ผมว่าทีมงานของบาร์ซ่าก็ไม่ได้เป็นงัว พวกเขารู้เรื่องนี้ดี แต่ก็ยังเลือกที่จะเล่นแบบนี้ เพื่อเอาใจคนดู แล้วในอีกแง่หนึ่ง ก็อาจจะเอาใจนักบอลด้วย ผมเดาอีกว่า นักบอลส่วนใหญ่ ก็อยากจะเล่นบอลสไตล์นี้ หาทางบุกใส่คู่แข่งเพื่อยิงประตู เพื่อชนะ มันน่าจะมันส์กว่าการคิดจะจ้องทำลายเกมส์คู่แข่ง เพื่อไม่ให้ทีมแพ้ ส่วนเรื่องชนะ มีความสำคัญรองลงไป

บาร์ซ่าไม่ได้แค่เล่นบอลสไตล์นี้ในแชมเปี้ยนลีกอย่างเดียว ในบอลลีกสเปน หรือรายการอะไร ก็เล่นแบบนี้ ผมเคยฟังป๋ายาวของสยามกีฬาพากษ์บอลในวิทยุร่วมกับผู้ดำเนินรายการอีกคน ในแมทที่บาร์ซ่าแข่ง ป๋ายาวแกเป็นผู้เชี่ยวชาญบอลอิตาลี ที่ทีมส่วนใหญ่เล่นโดยเน้นที่ผลการแข่งขันเป็นหลัก ให้ความสำคัญกับความบันเทิงเป็นอันดับสุดท้าย ในแมทที่แกพากษ์ บาร์ซ่านำคู่แข่งอยู่ ใกล้หมดเวลาแล้ว บาร์ซ่าก็ยังบุกคู่แข่งอยู่ ไม่ดึงเกมส์ช้า ไม่ถ่วงเวลาเพื่อปิดเกมส์ ป๋ายาวแกก็ถามว่า มันจะทำแบบนี้ทำไม เพราะถ้าเป็นบอลอิตาลี ไม่มีทีมไหนทำแบบนี้แล้ว ผู้ดำเนินรายการอีกคนก็บอกว่า บาร์ซ่าต้องการเล่นเอาใจแฟนบอล เพราะคนที่มาดูในสนาม ก็ต้องเสียตังค์เข้ามา ไม่ได้เข้ามาฟรีๆ พวกเขาต้องการความบันเทิง

ในอดีต เวลาแข่งขันบอลรายการแชมเปี้ยนลีก แมนยูก็เคยใช้บอลสไตล์เดียวกับบาร์ซ่า คือเดินหน้า ฆ่ามัน อาจจะไม่พลิ้วไหวเท่าบาร์ซ่า เพราะนักเตะไม่ได้มีทักษะขนาดที่บาร์ซ่ามี ไม่ว่ายังไงคนดูก็มันส์ แต่หลังจากที่ใช้สไตล์นี้แล้ว ไม่ประสบความสำเร็จในการเข้ารอบลึกๆ แมนยูก็เปลี่ยนมาเล่นแบบปลอดภัยไว้ก่อน ทำให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น คนดูอาจจะไม่ได้รับความบันเทิงเท่าที่ควร แต่ท่านเซอร์คงคิดว่า ต้องให้ความสำคัญกับความสำเร็จก่อน

รีล มาดริด เวลาไม่ประสบความสำเร็จในการเล่นบอลสไตล์บุก ไม่ได้แชมป์ติดต่อกันหลายปี ก็จะไปเอาโค้ชอย่างคาเปลโล่เข้ามา เล่นบอลปลอดภัยไว้ก่อน ความบันเทิงเอาไว้ทีหลัง เน้นผลการแข่งขัน เอาให้ได้แชมป์ก่อน เมื่อได้แชมป์แล้ว ก็ไล่โค้ชออก เพราะรู้ว่า ขืนเล่นสไตล์นี้ต่อไป ไม่มีแมวที่ไหนเสียตังค์ค่าตั๋วมาดู ในสนามที่จุคนได้เกือบแสนแน่

เชลซี เมื่อเสี่ยหมีเข้ามาซื้อสโมสร ก็จ้างโค้ชที่เน้นผลการแข่งขันอย่างมูรินโญ่เข้ามา ใช้เงินสร้างทีม เอาให้ทีมได้แชมป์ก่อน แต่หลังจากได้แชมป์แล้ว ก็ยังเล่นบอลในสไตล์ปลอดภัยไว้ก่อนเหมือนเดิม คนดูในสนามเริ่มลดลงเรื่อยๆ เพราะถ้าพวกเขาต้องเสียตังค์มาดูบอลแบบนี้ ดูแมวที่บ้านกัดกันน่าจะมันส์กว่า เสี่ยหมีก็เลยอยากให้มูรินโญ่ทำบอลให้เล่นมันส์ๆหน่อย จะได้มีคนดูเพิ่ม ได้ตังค์กลับมาบ้าง เฮียมู แกไม่ยอม อ้างว่า นักเตะที่มีอยู่ทำแบบนั้นไม่ได้ โดยไปเปรียบเทียบกับไข่ในท้องตลาดว่า มีหลายเกรด เสี่ยหมีเลยไม่รู้ว่า มันทำไม่ได้จริงๆ หรือเฮียมูแกทำไม่เป็น ตูลงทุนซื้อนักเตะให้มันขนาดนี้แล้ว มันยังบอกว่าทำไม่ได้ เพื่อเป็นการค้นหาความจริง แกเลยไล่เฮียมูออก แล้วจ้างคนอื่นเข้ามาลองทำดู ตอนนี้ แกคงรู้คำตอบแล้วว่า การเล่นบอลให้ดูสนุก ชนะด้วย แล้วได้แชมป์ด้วย มันไม่ได้ทำกันง่ายๆ ไม่งั้นทุกทีมเล่นบอลมันส์กันหมดแล้ว ทีมไหนล่ะ ไม่อยากให้ความบันเทิงกับคนที่จ่ายตังค์เข้ามาดูในสนาม?

ส่วนบาร์เซโลน่า ไม่เคยทำเพื่อความสำเร็จโดยไม่สนใจวิธีการ ในแบบที่ทั้งแมนยู รีล มาดริด หรือเชลซีทำ สมัยนี้ เขาเรียกคนพวกนี้ว่า โง่มากๆ ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ก็ยังเน้นเล่นบอลเพื่อให้ความบันเทิงกับแฟนบอลเหมือนเดิม เสียเปรียบชาวบ้านก็ช่างหัวมัน ผมไม่รู้ว่า เป็นมานานแล้วยัง แต่อย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยผมเริ่มดูบอลใหม่ๆ ในสมัยที่โยฮัน ครัฟคุมทีม ตั้งแต่นั้นมา บาร์ซ่าก็ไม่เคยเอาโค้ชสไตล์เน้นผลการแข่งขันมาคุมทีม (เอ! หรือว่ามี แต่ผมจำไม่ได้) สิ่งที่บาร์ซ่าทำอยู่ ไม่ได้ถือว่าล้าสมัยในวงการฟุตบอลอย่างเดียว ผมว่า ล้าสมัยในทุกวงการนะครับ

ลองคิดดูว่า ถ้าในวงการการเมือง ทุกพรรคซื้อเสียงหมด เพื่อให้ได้เข้ามาเป็นรัฐบาล แต่มีพรรคเดียวที่ไม่ซื้อ แม้ว่าจะมีตังค์ เพราะเห็นว่า มันเป็นวิธีการที่ผิด เราก็ต้องเรียกพรรคนั้นว่า โง่ ล้าสมัย และหลงยุค หรือในวงการสื่อ อย่างสยามกีฬา ถ้าเขาไม่มีรายการวิทยุ หนังสือพิมพ์ ทีวี นิตยสาร ที่ส่งเสริมการเล่นพนัน เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ผิด ทั้งๆที่ตลาดใหญ่ที่สุดของสื่อแนวนี้ คือคนเล่นพนัน เราก็ต้องมองว่า พวกเขาโง่ ล้าสมัย และหลงยุค หรือในวงการสินค้าเพื่อผู้บริโภค ถ้ามีบริษัทใด ที่ไม่ทำโฆษณาเกินความจริง เพื่อล่อให้คนมาซื้อสินค้าตัวเอง ทั้งๆที่คู่แข่งรายอื่นทำกันหมด เราก็ต้องมองว่า พวกเขาโง่ ล้าสมัย และหลงยุค เช่นเดียวกัน เอาตัวอย่างแค่นี้ไปก่อนนะครับ

กลับมาที่บาร์เซโลน่าอีกครั้ง ผมไม่แน่ใจว่าบาร์ซ่าเป็นทีมเดียวในโลกหรือเปล่า ที่เอาชื่อสปอนเซอร์คือ UNICEF มาติดหน้าอกของเสื้อทีม แล้วยังต้องบริจาคตังค์ให้สปอนเซอร์อีก ทีมอื่นเขาติดชื่อสปอนเซอร์ มีแต่ได้ตังค์ ถ้าไม่เรียกว่าโง่ ล้าสมัย และหลงยุคแล้ว ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร?

สุดท้าย บอลคู่ชิงแชมเปี้ยนลีกคืนวันพุธ หรือเช้าวันวันพฤหัส แล้วแต่ว่าคุณจะเรียกยังไง ผมอยากให้ 10 นาทีแรก บาร์ซ่ายิงนำแมนยูไป 2-0 เพราะผมมั่นใจว่า แม้จะนำ 2-0 บาร์ซ่าก็ไม่ลงไปอุด ส่วนแมนยูก็ต้องเปิดเกมแลก(ถ้าโดน 1-0 แมนยูอาจจะยังเล่นแบบปลอดภัยไว้ก่อน) หลังจากนั้นผมว่า มันส์แน่นอน คือผมกลัวมันจะเหมือนแมทที่แมนยูเจอบาร์ซ่าในแชมเปี้ยนลีกปีก่อน หรือเชลซีเจอบาร์ซ่าในแชมเปี้ยนลีกปีนี้ ที่เล่นอุด รอสวนกลับ ให้บาร์ซ่าบุกอยู่ฝ่ายเดียว ไม่มันส์เลย อยากให้เล่นเปิดหน้าแลกกันคนละดอกเลยครับ

ผมอยากให้ทีมที่ให้ความสำคัญกับวิธีได้มาซึ่งความสำเร็จ พอๆกับตัวของความสำเร็จ ชนะน่ะครับ

แต่ถึงจะชนะ ผมก็คิดว่า คงไม่มีทีมไหนคิดทำตามหรอกครับ(อาจจะยกเว้น อาร์เซนอล)เพราะการได้มาซึ่งความสำเร็จ โดยใช้วิธีการที่โง่ ล้าสมัย หลงยุค และเสียเปรียบชาวบ้าน ไม่มีใครเขาอยากทำกันหรอกครับ มันยากส์ไป

ในยุคสมัยที่เราเรียกคนที่ทำผิด แล้วไม่ถูกจับได้ว่า มืออาชีพ ผมสงสัยว่า บาร์เซโลน่าจะคงนโยบายการทำทีมบอลในอุดมคติแบบนี้ ได้ไปอีกสักกี่ปี ก่อนที่จะต้องทำตามกระแสหลักที่ให้ความสำคัญกับความสำเร็จ มากกว่าวิธีการไปสู่ความสำเร็จ ผมว่า ตอนนี้ บาร์เซโลน่าคือ ไดโนเสาร์ตัวสุดท้ายของวงการฟุตบอลแล้ว

เมื่อวานนี้ผมเชียร์มวยไทยที่ชกในโอลิมปิครอบรองชนะเลิศ 2 คู่ คู่แรกสมจิตรต่อยกับนักชกอิตาลีชนะคะแนนขาดลอยชนิดตัวเองไม่บอบช้ำเท่าไหร่ ส่วนอีกคู่มนัสก็ชนะนักชกจากคิวบาคะแนนห่างกันพอสมควร แต่สภาพของมนัสบอบช้ำพอได้เหมือนกัน แม้ว่าทั้งสองคนนี้จะได้เข้าชิงเหรียญทองในวันนี้เหมือนกัน  แต่สไตล์การชกและการใช้ชีวิตของทั้งสองคนนี้ ต่างกันแบบคนละขั้วกันเลยครับ

 

 

ผมเปรียบสมจิตรเหมือนกับนักกีฬาพวก เดวิด เบ็คแฮม เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หรือ ซิโก้ นักบอลทีมชาติไทย คือนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ แต่เป็นประเภทที่มีพรสวรรค์น้อยกว่าพรแสวง นักกีฬาประเภทนี้รู้ตัวว่าถ้าตัวเองต้องการประสบความสำเร็จ จะต้องฝึกซ้อมและมีระเบียบวินัยมากกว่าคู่แข่งคนอื่นๆ เราจะไม่ค่อยเห็นจุดตกต่ำในชีวิตของนักกีฬาประเภทนี้ เพราะพวกเขารู้ตัวดีว่าการจะได้อะไรมาแต่ละอย่าง มันต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นเมือได้มาแล้ว พวกเขาก็พยายามจะรักษามันให้นานที่สุด คนที่เป็นโค้ชก็รู้ข้อนี้ดี จะมีข้อยกเว้นก็อย่างเดวิด เบ็คแฮม มีช่วงหนึ่งสมัยที่เขาอยู่แมนยูฯ ที่เขาโดนจับนั่งสำรองไม่ให้ลงสนาม โดยโค้ชอเล็ก เฟอกูสัน เนื่องจากเขาไปทำการตลาดโปรโมทตัวเองและสินค้าที่เป็นสปอนเซอร์มากไป ไปตามพับ ออกโชว์ตัวตามงานต่างๆ โค้ชก็รู้ว่าการที่เบ็คแฮมทำตัวอย่างนี้ นอกจากจะเป็นตัวอย่างไม่ดีให้นักเตะคนอื่นๆแล้ว นักเตะอย่างเบ็คแฮมถ้าไม่ซ้อมหนักกว่าคนอื่น ไม่มีทางประสบความสำเร็จ เพราะเบ็คแฮมมีทีเด็ด 2 อย่างคือลูกโยนยาวและลูกฟรีคิกที่แม่นยำ ซึ่งทั้งสองอันนี้ไม่ใช่พรสวรรค์ มันต้องอาศัยการฝึกซ้อมหนักอย่างเดียว เบ็คแฮมไม่มีความสามารถในการเลี้ยงลูกผ่านนักเล่นคนอื่นได้ ไม่มีทักษะในการคลองลูกไว้กับตัวเองนานๆได้ ในที่สุดแมนยูฯก็ต้องขายเบ็คแฮมให้ทีมอื่น ส่วนนักกีฬาประเภทนี้คนอื่นๆไม่ค่อยจะมีปัญหาเหมือนเบ็คแฮม อาจจะเป็นเพราะว่าหน้าตาและการใช้ชีวิตไม่เป็นที่น่าสนใจจากสปอนเซอร์ ขนาดที่จะช่วยขายสินค้าได้มากมายขนาดเบ็คแฮม

  

ผมเชียร์สมจิตรทุกครั้งที่ขึ้นชก และอยากให้เขาได้เหรียญทองเป็นรางวัลของความตั้งใจ ต้องการให้เขาเป็นตัวอย่างในเรื่องความพยายาม การไม่ยอมแพ้ ความมีระเบียบวินัยในตัวเอง และการรู้หน้าที่ของตัวเอง

  

ส่วนมนัส ผมเปรียบเขาเป็นนักกีฬาประเภท ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน มาราโดน่า สมรักษ์ คำสิงห์ โรนัลดินโญ่ คือนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ ประเภทมีพรสวรรค์มากกว่าพรแสวง นักกีฬาแบบนี้ไม่ต้องซ้อมหนักเท่าคนอื่น ก็สามารถชนะคู่แข่งได้ นักกีฬาประเภทนี้ทำให้การดูกีฬาสนุก เพราะเราเดาไม่ออกว่าพวกเขาจะทำอะไร ตัวอย่างเช่น ถ้านักเตะอย่างเบ็คแฮมได้ลูกกลางสนาม เราพอจะเดาได้ว่าถ้าเขาไม่โยนลูกไปให้กองหน้า เขาก็คงพยายามยิงไกล เบ็คแฮมคงไม่สามารถเลี้ยงลูกหลบ 5 คนแล้วไปยิงประตู ต่างกับมาราโดน่า ที่สามารถทำได้ทั้ง 3 อย่างหรือมากกว่านั้น ซึ่งสิ่งที่มาราโดน่าทำเกิดจากพรสวรรค์ มากกว่าการฝึกฝน นักกีฬาประเภทนี้ส่วนใหญ่จะมีสิ่งที่คล้ายๆกันคือไม่มีระเบียบวินัย(ยกเว้น ซีนาดีน ซีดาน, เปเล่) แล้วโค้ชต้องเอาใจ มาราโดน่าสามารถนั่งอยู่เฉยๆได้ ขณะที่เพื่อนร่วมทีมซ้อมกันอย่างหนัก โค้ชต้องยอมเพราะความสำเร็จมันมีความสำคัญมากกว่าระเบียบวินัยในทีม นักกีฬาประเภทนี้สามารถนำความสำเร็จมาให้ได้  อย่างมนัส ขณะที่คนอื่นซ้อมกันอย่างหนัก มนัสไปเที่ยว สมาคมมวยก็ต้องยอม เพราะรุ้ว่า 110 % ของนักมวยคนอื่นๆ ก็สู้ 80 % ของมนัสไม่ได้ ขอนอกเรื่องหน่อยครับ ผมคิดว่าเงินกว่า 30 ล้านบาทที่มนัสใช้หมดใน 3 ปี หลังจากได้เหรียญทองโอลิมปิค ไม่ได้หมดไปกับการเที่ยวอย่างเดียว เพาะผมลองคำนวณดูแล้ว มนัสบอกว่าเที่ยววันละหมื่น ปีนึงก็ประมาณ 4 ล้าน 3 ปีมันก็แค่ 12 ล้าน แล้วมนัสก็ไม่ได้เอาเงินไปลงทุนทำอะไรด้วย ดังนั้นผมเดาว่า มนัสหมดเงินไปกับการพนันบอล มันเป็นวิธีการเดียวในการผลาญเงินได้เร็วที่สุด

  

ผมดูมนัสชกมาหลายนัดในโอลิมปิคครั้งนี้ แม้จะชนะ แต่ทุกครั้งก็จะเห็นว่ายก 3 กับ 4 มนัสมักจะหมดแรง แสดงว่ามนัสฟิตมาไม่เต็มที่ในการชกรายการโอลิมปิคครั้งนี้ แต่ที่ได้มาเพราะสมาคมหวังเหรียญทองกับเขาได้มากที่สุด ถ้าผมเป็นนายกสมาคม ผมไม่เอามา ไม่ได้เหรียญก็ช่างหัวมัน ผมคิดว่าคนแบบนี้ ไม่ควรได้รับโอกาส มันจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้เยาวชน เดาเอาว่าผมเป็นคนเดียวในเมืองไทย หรือในโลกที่คิดแบบนี้ คนส่วนใหญ่จะคิดถึงความสำเร็จ มากกว่าวิธีการได้มาซึ่งความสำเร็จ จบบทความแค่นี้ละครับ จะรอเชียร์มวยเย็นนี้ครับ