ผมเขียนเรื่องนี้ 1 วันกับหนึ่งคืน ก่อนที่จะมีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปนัดชิงชนะเลิศ หรือยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ซึ่งเป็นชิงกันระหว่างสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมแชมป์ของอังกฤษ กับบาร์เซโลน่า ทีมแชมป์ของสเปน

ที่จำเป็นต้องรีบเขียนเพราะกลัวว่า ถ้าบาร์เซโลน่าแพ้ สิ่งที่ผมเขียน ก็คงไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่ ประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชนะ ผู้แพ้ไม่ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน ก็ไม่มีใครให้ความสนใจ

ครั้งก่อน เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอลคล้ายๆกันนี้ ก็ตอนบอลรายการชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปปีก่อน 2008 ที่สเปนได้แชมป์ ครั้งนั้น ฮอลแลนด์ซึ่งได้เข้ารอบตัดเชือกไปแล้ว แต่ก็ยังเล่นเต็มที่ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ชนะโรมาเนีย ทำให้อิตาลีได้เข้ารอบตามไปด้วย อดีตนักบอลทีมชาติฮอลแลนด์ เดนนิส เบิร์กแคม ให้สัมภาษณ์ก่อนแข่งว่า เราจะเล่นเต็มที่เพื่อเอาชนะโรมาเนีย ถึงแม้ว่า ถ้าทำอย่างนั้นแล้ว ก็เท่ากับว่าอิตาลีหรือฝรั่งเศสที่อยู่กลุ่มเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นทีมแข็ง จะได้ผลประโยชน์ในการเข้ารอบต่อไป แล้วอาจจะกลับมาเอาชนะฮอลแลนด์ได้ ถ้าเจอกันในรอบลึกๆอีกที เราก็ไม่สนใจ เพราะยังไงมันก็รู้สึกดีกว่า การแกล้งเล่นไม่เต็มที่ เพื่อให้ทีมอื่นตกรอบ

ผมคิดว่า มีอยู่ไม่กี่ทีมในโลก ที่คิดแบบฮอลแลนด์ หลังจากนั้น ฮอลแลนด์ก็ตกรอบตัดเชือกนัดแรก โดยแพ้รัสเซีย แล้วก็ไม่มีใครพูดถึง ผมเขียนเรื่องนั้น ประมาณวันเดียวก่อนแข่ง ก็เพราะกลัวจะไม่มีใครพูดถึงนั่นแหละครับ

กลับมาเรื่องของบาร์เซโลน่าต่อ ก่อนอื่นผมขอออกความเห็นก่อนว่า การที่บาร์เซโลน่าชนะเชลซี ได้เข้ามารอบชิง ก็เพราะกรรมการช่วยด้วย ลูกที่ปิเก้แฮนด์บอล ผมว่า ยังไง มันก็ต้องเป็นจุดโทษ ส่วนลูกอื่นๆ ผมว่า มันยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ในอีกมุมนึง ก็ต้องโทษเชลซีด้วย ที่พยายามใช้แผนมหาอุด ในที่สุดก็พลาด ตอน 11 คนเท่ากันมันยังพอยอมรับได้ แต่ตอนบาร์ซ่าเหลือ 10 คน ผมว่า เชลซีน่าจะบุก เอาประตู 2 ให้แน่นอนไปเลย คิดจะ Winning by Default แบบที่รอย คีนพูดถึงบาร์เยิร์นในหนังสือประวัติของเขา ซึ่งนัดชิงแชมเปี้ยนลีกกับแมนยู เมื่อหลายปีก่อน บาร์เยิร์นนำ 1 - 0 แล้วไม่คิดจะทำอะไรเพิ่ม แค่รักษาสกอร์ แล้วก็รอสวนกลับ แบบได้ก็เอา ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ในที่สุดก็โดน

แต่ไม่ว่ายังไง บาร์ซ่าก็มาถึงนัดชิงแล้ว ผมอยากให้บาร์ซ่าชนะ เพราะบาร์ซ่า อาจจะเป็นทีมเดียวในการแข่งขันครั้งนี้(หรืออาจจะมีอาร์เซนอลอีกทีม) ที่ให้ความสำคัญกับวิธีได้มาซึ่งความสำเร็จ พอๆกับตัวของความสำเร็จ ไม่ว่าจะเจอกับทีมไหนในแชมเปี้ยนลีก ก็เล่นเกมบุกใส่ตลอด สร้างความบันเทิงให้คนดู ซึ่งการเล่นแบบนี้ ผมเดาว่า ในทฤษฎีฟุตบอลสมัยใหม่ ถือว่าโง่ เสียเปรียบชาวบ้าน เพราะทีมที่เล่นอุด หรือแบบปลอดภัยไว้ก่อน จะมีช่องว่างในแผงหลังของบาร์ซ่า ให้โต้กลับเพื่อเอาประตูได้ง่ายขึ้น ผมว่าทีมงานของบาร์ซ่าก็ไม่ได้เป็นงัว พวกเขารู้เรื่องนี้ดี แต่ก็ยังเลือกที่จะเล่นแบบนี้ เพื่อเอาใจคนดู แล้วในอีกแง่หนึ่ง ก็อาจจะเอาใจนักบอลด้วย ผมเดาอีกว่า นักบอลส่วนใหญ่ ก็อยากจะเล่นบอลสไตล์นี้ หาทางบุกใส่คู่แข่งเพื่อยิงประตู เพื่อชนะ มันน่าจะมันส์กว่าการคิดจะจ้องทำลายเกมส์คู่แข่ง เพื่อไม่ให้ทีมแพ้ ส่วนเรื่องชนะ มีความสำคัญรองลงไป

บาร์ซ่าไม่ได้แค่เล่นบอลสไตล์นี้ในแชมเปี้ยนลีกอย่างเดียว ในบอลลีกสเปน หรือรายการอะไร ก็เล่นแบบนี้ ผมเคยฟังป๋ายาวของสยามกีฬาพากษ์บอลในวิทยุร่วมกับผู้ดำเนินรายการอีกคน ในแมทที่บาร์ซ่าแข่ง ป๋ายาวแกเป็นผู้เชี่ยวชาญบอลอิตาลี ที่ทีมส่วนใหญ่เล่นโดยเน้นที่ผลการแข่งขันเป็นหลัก ให้ความสำคัญกับความบันเทิงเป็นอันดับสุดท้าย ในแมทที่แกพากษ์ บาร์ซ่านำคู่แข่งอยู่ ใกล้หมดเวลาแล้ว บาร์ซ่าก็ยังบุกคู่แข่งอยู่ ไม่ดึงเกมส์ช้า ไม่ถ่วงเวลาเพื่อปิดเกมส์ ป๋ายาวแกก็ถามว่า มันจะทำแบบนี้ทำไม เพราะถ้าเป็นบอลอิตาลี ไม่มีทีมไหนทำแบบนี้แล้ว ผู้ดำเนินรายการอีกคนก็บอกว่า บาร์ซ่าต้องการเล่นเอาใจแฟนบอล เพราะคนที่มาดูในสนาม ก็ต้องเสียตังค์เข้ามา ไม่ได้เข้ามาฟรีๆ พวกเขาต้องการความบันเทิง

ในอดีต เวลาแข่งขันบอลรายการแชมเปี้ยนลีก แมนยูก็เคยใช้บอลสไตล์เดียวกับบาร์ซ่า คือเดินหน้า ฆ่ามัน อาจจะไม่พลิ้วไหวเท่าบาร์ซ่า เพราะนักเตะไม่ได้มีทักษะขนาดที่บาร์ซ่ามี ไม่ว่ายังไงคนดูก็มันส์ แต่หลังจากที่ใช้สไตล์นี้แล้ว ไม่ประสบความสำเร็จในการเข้ารอบลึกๆ แมนยูก็เปลี่ยนมาเล่นแบบปลอดภัยไว้ก่อน ทำให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น คนดูอาจจะไม่ได้รับความบันเทิงเท่าที่ควร แต่ท่านเซอร์คงคิดว่า ต้องให้ความสำคัญกับความสำเร็จก่อน

รีล มาดริด เวลาไม่ประสบความสำเร็จในการเล่นบอลสไตล์บุก ไม่ได้แชมป์ติดต่อกันหลายปี ก็จะไปเอาโค้ชอย่างคาเปลโล่เข้ามา เล่นบอลปลอดภัยไว้ก่อน ความบันเทิงเอาไว้ทีหลัง เน้นผลการแข่งขัน เอาให้ได้แชมป์ก่อน เมื่อได้แชมป์แล้ว ก็ไล่โค้ชออก เพราะรู้ว่า ขืนเล่นสไตล์นี้ต่อไป ไม่มีแมวที่ไหนเสียตังค์ค่าตั๋วมาดู ในสนามที่จุคนได้เกือบแสนแน่

เชลซี เมื่อเสี่ยหมีเข้ามาซื้อสโมสร ก็จ้างโค้ชที่เน้นผลการแข่งขันอย่างมูรินโญ่เข้ามา ใช้เงินสร้างทีม เอาให้ทีมได้แชมป์ก่อน แต่หลังจากได้แชมป์แล้ว ก็ยังเล่นบอลในสไตล์ปลอดภัยไว้ก่อนเหมือนเดิม คนดูในสนามเริ่มลดลงเรื่อยๆ เพราะถ้าพวกเขาต้องเสียตังค์มาดูบอลแบบนี้ ดูแมวที่บ้านกัดกันน่าจะมันส์กว่า เสี่ยหมีก็เลยอยากให้มูรินโญ่ทำบอลให้เล่นมันส์ๆหน่อย จะได้มีคนดูเพิ่ม ได้ตังค์กลับมาบ้าง เฮียมู แกไม่ยอม อ้างว่า นักเตะที่มีอยู่ทำแบบนั้นไม่ได้ โดยไปเปรียบเทียบกับไข่ในท้องตลาดว่า มีหลายเกรด เสี่ยหมีเลยไม่รู้ว่า มันทำไม่ได้จริงๆ หรือเฮียมูแกทำไม่เป็น ตูลงทุนซื้อนักเตะให้มันขนาดนี้แล้ว มันยังบอกว่าทำไม่ได้ เพื่อเป็นการค้นหาความจริง แกเลยไล่เฮียมูออก แล้วจ้างคนอื่นเข้ามาลองทำดู ตอนนี้ แกคงรู้คำตอบแล้วว่า การเล่นบอลให้ดูสนุก ชนะด้วย แล้วได้แชมป์ด้วย มันไม่ได้ทำกันง่ายๆ ไม่งั้นทุกทีมเล่นบอลมันส์กันหมดแล้ว ทีมไหนล่ะ ไม่อยากให้ความบันเทิงกับคนที่จ่ายตังค์เข้ามาดูในสนาม?

ส่วนบาร์เซโลน่า ไม่เคยทำเพื่อความสำเร็จโดยไม่สนใจวิธีการ ในแบบที่ทั้งแมนยู รีล มาดริด หรือเชลซีทำ สมัยนี้ เขาเรียกคนพวกนี้ว่า โง่มากๆ ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ก็ยังเน้นเล่นบอลเพื่อให้ความบันเทิงกับแฟนบอลเหมือนเดิม เสียเปรียบชาวบ้านก็ช่างหัวมัน ผมไม่รู้ว่า เป็นมานานแล้วยัง แต่อย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยผมเริ่มดูบอลใหม่ๆ ในสมัยที่โยฮัน ครัฟคุมทีม ตั้งแต่นั้นมา บาร์ซ่าก็ไม่เคยเอาโค้ชสไตล์เน้นผลการแข่งขันมาคุมทีม (เอ! หรือว่ามี แต่ผมจำไม่ได้) สิ่งที่บาร์ซ่าทำอยู่ ไม่ได้ถือว่าล้าสมัยในวงการฟุตบอลอย่างเดียว ผมว่า ล้าสมัยในทุกวงการนะครับ

ลองคิดดูว่า ถ้าในวงการการเมือง ทุกพรรคซื้อเสียงหมด เพื่อให้ได้เข้ามาเป็นรัฐบาล แต่มีพรรคเดียวที่ไม่ซื้อ แม้ว่าจะมีตังค์ เพราะเห็นว่า มันเป็นวิธีการที่ผิด เราก็ต้องเรียกพรรคนั้นว่า โง่ ล้าสมัย และหลงยุค หรือในวงการสื่อ อย่างสยามกีฬา ถ้าเขาไม่มีรายการวิทยุ หนังสือพิมพ์ ทีวี นิตยสาร ที่ส่งเสริมการเล่นพนัน เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ผิด ทั้งๆที่ตลาดใหญ่ที่สุดของสื่อแนวนี้ คือคนเล่นพนัน เราก็ต้องมองว่า พวกเขาโง่ ล้าสมัย และหลงยุค หรือในวงการสินค้าเพื่อผู้บริโภค ถ้ามีบริษัทใด ที่ไม่ทำโฆษณาเกินความจริง เพื่อล่อให้คนมาซื้อสินค้าตัวเอง ทั้งๆที่คู่แข่งรายอื่นทำกันหมด เราก็ต้องมองว่า พวกเขาโง่ ล้าสมัย และหลงยุค เช่นเดียวกัน เอาตัวอย่างแค่นี้ไปก่อนนะครับ

กลับมาที่บาร์เซโลน่าอีกครั้ง ผมไม่แน่ใจว่าบาร์ซ่าเป็นทีมเดียวในโลกหรือเปล่า ที่เอาชื่อสปอนเซอร์คือ UNICEF มาติดหน้าอกของเสื้อทีม แล้วยังต้องบริจาคตังค์ให้สปอนเซอร์อีก ทีมอื่นเขาติดชื่อสปอนเซอร์ มีแต่ได้ตังค์ ถ้าไม่เรียกว่าโง่ ล้าสมัย และหลงยุคแล้ว ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร?

สุดท้าย บอลคู่ชิงแชมเปี้ยนลีกคืนวันพุธ หรือเช้าวันวันพฤหัส แล้วแต่ว่าคุณจะเรียกยังไง ผมอยากให้ 10 นาทีแรก บาร์ซ่ายิงนำแมนยูไป 2-0 เพราะผมมั่นใจว่า แม้จะนำ 2-0 บาร์ซ่าก็ไม่ลงไปอุด ส่วนแมนยูก็ต้องเปิดเกมแลก(ถ้าโดน 1-0 แมนยูอาจจะยังเล่นแบบปลอดภัยไว้ก่อน) หลังจากนั้นผมว่า มันส์แน่นอน คือผมกลัวมันจะเหมือนแมทที่แมนยูเจอบาร์ซ่าในแชมเปี้ยนลีกปีก่อน หรือเชลซีเจอบาร์ซ่าในแชมเปี้ยนลีกปีนี้ ที่เล่นอุด รอสวนกลับ ให้บาร์ซ่าบุกอยู่ฝ่ายเดียว ไม่มันส์เลย อยากให้เล่นเปิดหน้าแลกกันคนละดอกเลยครับ

ผมอยากให้ทีมที่ให้ความสำคัญกับวิธีได้มาซึ่งความสำเร็จ พอๆกับตัวของความสำเร็จ ชนะน่ะครับ

แต่ถึงจะชนะ ผมก็คิดว่า คงไม่มีทีมไหนคิดทำตามหรอกครับ(อาจจะยกเว้น อาร์เซนอล)เพราะการได้มาซึ่งความสำเร็จ โดยใช้วิธีการที่โง่ ล้าสมัย หลงยุค และเสียเปรียบชาวบ้าน ไม่มีใครเขาอยากทำกันหรอกครับ มันยากส์ไป

ในยุคสมัยที่เราเรียกคนที่ทำผิด แล้วไม่ถูกจับได้ว่า มืออาชีพ ผมสงสัยว่า บาร์เซโลน่าจะคงนโยบายการทำทีมบอลในอุดมคติแบบนี้ ได้ไปอีกสักกี่ปี ก่อนที่จะต้องทำตามกระแสหลักที่ให้ความสำคัญกับความสำเร็จ มากกว่าวิธีการไปสู่ความสำเร็จ ผมว่า ตอนนี้ บาร์เซโลน่าคือ ไดโนเสาร์ตัวสุดท้ายของวงการฟุตบอลแล้ว

edit @ 27 May 2009 16:07:11 by tutorcat

เมื่อวานนี้ผมเชียร์มวยไทยที่ชกในโอลิมปิครอบรองชนะเลิศ 2 คู่ คู่แรกสมจิตรต่อยกับนักชกอิตาลีชนะคะแนนขาดลอยชนิดตัวเองไม่บอบช้ำเท่าไหร่ ส่วนอีกคู่มนัสก็ชนะนักชกจากคิวบาคะแนนห่างกันพอสมควร แต่สภาพของมนัสบอบช้ำพอได้เหมือนกัน แม้ว่าทั้งสองคนนี้จะได้เข้าชิงเหรียญทองในวันนี้เหมือนกัน  แต่สไตล์การชกและการใช้ชีวิตของทั้งสองคนนี้ ต่างกันแบบคนละขั้วกันเลยครับ

 

 

ผมเปรียบสมจิตรเหมือนกับนักกีฬาพวก เดวิด เบ็คแฮม เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หรือ ซิโก้ นักบอลทีมชาติไทย คือนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ แต่เป็นประเภทที่มีพรสวรรค์น้อยกว่าพรแสวง นักกีฬาประเภทนี้รู้ตัวว่าถ้าตัวเองต้องการประสบความสำเร็จ จะต้องฝึกซ้อมและมีระเบียบวินัยมากกว่าคู่แข่งคนอื่นๆ เราจะไม่ค่อยเห็นจุดตกต่ำในชีวิตของนักกีฬาประเภทนี้ เพราะพวกเขารู้ตัวดีว่าการจะได้อะไรมาแต่ละอย่าง มันต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นเมือได้มาแล้ว พวกเขาก็พยายามจะรักษามันให้นานที่สุด คนที่เป็นโค้ชก็รู้ข้อนี้ดี จะมีข้อยกเว้นก็อย่างเดวิด เบ็คแฮม มีช่วงหนึ่งสมัยที่เขาอยู่แมนยูฯ ที่เขาโดนจับนั่งสำรองไม่ให้ลงสนาม โดยโค้ชอเล็ก เฟอกูสัน เนื่องจากเขาไปทำการตลาดโปรโมทตัวเองและสินค้าที่เป็นสปอนเซอร์มากไป ไปตามพับ ออกโชว์ตัวตามงานต่างๆ โค้ชก็รู้ว่าการที่เบ็คแฮมทำตัวอย่างนี้ นอกจากจะเป็นตัวอย่างไม่ดีให้นักเตะคนอื่นๆแล้ว นักเตะอย่างเบ็คแฮมถ้าไม่ซ้อมหนักกว่าคนอื่น ไม่มีทางประสบความสำเร็จ เพราะเบ็คแฮมมีทีเด็ด 2 อย่างคือลูกโยนยาวและลูกฟรีคิกที่แม่นยำ ซึ่งทั้งสองอันนี้ไม่ใช่พรสวรรค์ มันต้องอาศัยการฝึกซ้อมหนักอย่างเดียว เบ็คแฮมไม่มีความสามารถในการเลี้ยงลูกผ่านนักเล่นคนอื่นได้ ไม่มีทักษะในการคลองลูกไว้กับตัวเองนานๆได้ ในที่สุดแมนยูฯก็ต้องขายเบ็คแฮมให้ทีมอื่น ส่วนนักกีฬาประเภทนี้คนอื่นๆไม่ค่อยจะมีปัญหาเหมือนเบ็คแฮม อาจจะเป็นเพราะว่าหน้าตาและการใช้ชีวิตไม่เป็นที่น่าสนใจจากสปอนเซอร์ ขนาดที่จะช่วยขายสินค้าได้มากมายขนาดเบ็คแฮม

  

ผมเชียร์สมจิตรทุกครั้งที่ขึ้นชก และอยากให้เขาได้เหรียญทองเป็นรางวัลของความตั้งใจ ต้องการให้เขาเป็นตัวอย่างในเรื่องความพยายาม การไม่ยอมแพ้ ความมีระเบียบวินัยในตัวเอง และการรู้หน้าที่ของตัวเอง

  

ส่วนมนัส ผมเปรียบเขาเป็นนักกีฬาประเภท ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน มาราโดน่า สมรักษ์ คำสิงห์ โรนัลดินโญ่ คือนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ ประเภทมีพรสวรรค์มากกว่าพรแสวง นักกีฬาแบบนี้ไม่ต้องซ้อมหนักเท่าคนอื่น ก็สามารถชนะคู่แข่งได้ นักกีฬาประเภทนี้ทำให้การดูกีฬาสนุก เพราะเราเดาไม่ออกว่าพวกเขาจะทำอะไร ตัวอย่างเช่น ถ้านักเตะอย่างเบ็คแฮมได้ลูกกลางสนาม เราพอจะเดาได้ว่าถ้าเขาไม่โยนลูกไปให้กองหน้า เขาก็คงพยายามยิงไกล เบ็คแฮมคงไม่สามารถเลี้ยงลูกหลบ 5 คนแล้วไปยิงประตู ต่างกับมาราโดน่า ที่สามารถทำได้ทั้ง 3 อย่างหรือมากกว่านั้น ซึ่งสิ่งที่มาราโดน่าทำเกิดจากพรสวรรค์ มากกว่าการฝึกฝน นักกีฬาประเภทนี้ส่วนใหญ่จะมีสิ่งที่คล้ายๆกันคือไม่มีระเบียบวินัย(ยกเว้น ซีนาดีน ซีดาน, เปเล่) แล้วโค้ชต้องเอาใจ มาราโดน่าสามารถนั่งอยู่เฉยๆได้ ขณะที่เพื่อนร่วมทีมซ้อมกันอย่างหนัก โค้ชต้องยอมเพราะความสำเร็จมันมีความสำคัญมากกว่าระเบียบวินัยในทีม นักกีฬาประเภทนี้สามารถนำความสำเร็จมาให้ได้  อย่างมนัส ขณะที่คนอื่นซ้อมกันอย่างหนัก มนัสไปเที่ยว สมาคมมวยก็ต้องยอม เพราะรุ้ว่า 110 % ของนักมวยคนอื่นๆ ก็สู้ 80 % ของมนัสไม่ได้ ขอนอกเรื่องหน่อยครับ ผมคิดว่าเงินกว่า 30 ล้านบาทที่มนัสใช้หมดใน 3 ปี หลังจากได้เหรียญทองโอลิมปิค ไม่ได้หมดไปกับการเที่ยวอย่างเดียว เพาะผมลองคำนวณดูแล้ว มนัสบอกว่าเที่ยววันละหมื่น ปีนึงก็ประมาณ 4 ล้าน 3 ปีมันก็แค่ 12 ล้าน แล้วมนัสก็ไม่ได้เอาเงินไปลงทุนทำอะไรด้วย ดังนั้นผมเดาว่า มนัสหมดเงินไปกับการพนันบอล มันเป็นวิธีการเดียวในการผลาญเงินได้เร็วที่สุด

  

ผมดูมนัสชกมาหลายนัดในโอลิมปิคครั้งนี้ แม้จะชนะ แต่ทุกครั้งก็จะเห็นว่ายก 3 กับ 4 มนัสมักจะหมดแรง แสดงว่ามนัสฟิตมาไม่เต็มที่ในการชกรายการโอลิมปิคครั้งนี้ แต่ที่ได้มาเพราะสมาคมหวังเหรียญทองกับเขาได้มากที่สุด ถ้าผมเป็นนายกสมาคม ผมไม่เอามา ไม่ได้เหรียญก็ช่างหัวมัน ผมคิดว่าคนแบบนี้ ไม่ควรได้รับโอกาส มันจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้เยาวชน เดาเอาว่าผมเป็นคนเดียวในเมืองไทย หรือในโลกที่คิดแบบนี้ คนส่วนใหญ่จะคิดถึงความสำเร็จ มากกว่าวิธีการได้มาซึ่งความสำเร็จ จบบทความแค่นี้ละครับ จะรอเชียร์มวยเย็นนี้ครับ

edit @ 23 Aug 2008 16:32:06 by tutorcat

ตอนนี้ชื่อว่า ผู้ว่า(กทม.)จะกล้ามั้ย ?

สืบเนื่องมาจากตอนแรกของเรื่องทะเลาะระหว่างขวัญกับปู : ผู้ที่ไม่กลัวตกงาน มีสิทธิในการช่วยเหลือคนหมู่มากได้ ในตอนแรก ตอนนี้ผมจะพูดถึงกรณีที่ 2 ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อเสนอของผู้ว่าอภิรักษ์ เมื่อประมาณไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมเอาข่าวมาจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ 2551-05-21

“อภิรักษ์” ปิ๊งแก้ลำน้ำมันแพง เล็งออกกฎเก็บเงินค่าผ่านทางเข้าโซนธุรกิจ สีลม-สาทร-สุขุมวิท

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ที่ประชุมผู้บริหาร กทม. มีมติเห็นชอบให้สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล และนักการจราจรและขนส่งไปศึกษาแนวทางการเก็บค่าผ่านทางในพื้นที่การจราจรแออัดใน กทม. เหมือนในหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ หากมีความเป็นไปได้ จะนำเรื่องเข้าสู่สภา กทม. เพื่อออกเป็นข้อบัญญัติสำหรับบังคับใช้ภายใน 1 เดือน

“ในอนาคตอาจจะเก็บเงินผู้ขับขี่รถยนต์ส่วนตัวเข้าพื้นที่ กทม.ชั้นใน หรือย่านธุรกิจที่มีการจราจรคับคั่ง ได้แก่ สีลม สาทร สุขุมวิท เนื่องจากในย่านนั้นมีทั้งรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินไว้บริการอยู่แล้ว โดย กทม.จะกำหนดอัตราการเก็บให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ราคาที่จัดเก็บจะแตกต่างกันไป เช่น หากรถยนต์ 1 คัน มีคนขับเพียงคนเดียว จะต้องจ่ายแพงกว่า หากจะบังคับใช้มาตรการนี้จริง กทม.จะประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชนอีกครั้ง นโยบายนี้เพื่อลดการใช้น้ำมัน” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

ผมได้อ่านข่าวนี้แล้วก็มีความคิดที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย เห็นด้วยว่ามันน่าจะออกมาตราการในการแก้ไขปัญหาจราจรในบริเวณพื้นที่การจราจรแออัดเหล่านั้น การเก็บค่าบริการก็น่าจะยกเว้นสำหรับผู้ที่มีที่อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว ส่วนที่ไม่เห็นด้วยก็คือระบบการขนส่งมวลชนของกรุงเทพฯยังไม่ดีพอที่จะเป็นทางเลือก โดยเฉพาะรถไฟฟ้าซึ่งผมเข้าใจว่า เป็นหนึ่งในระบบขนส่งมวลชนที่แพงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของประชากร ผมไม่เคยเห็นคนงานก่อสร้าง แม่บ้าน พนักงานทำความสะอาด หรือคนทำงานที่มีรายได้น้อยขึ้นรถไฟฟ้าเลยครับ แล้วรถไฟฟ้ากับใต้ดินก็ยังไม่คลอบคลุมทุกบริเวณที่สำคัญในกรุงเทพฯ ส่วนรถเมล์ตอนเช้ากับตอนเย็นนี่ก็แน่นมากๆ โดยเฉพาะตอนฝนตกนี่ลำบากมาก ถ้าได้ขึ้นรถแอร์ที่เป็นรุ่นยูโรก็พอไหว แต่ถ้าขึ้นรถร้อนหรือรถแอร์คันสีน้ำเงินที่แอร์ไม่ค่อยเย็นก็ทรมานมากๆ แต่เมื่อมาคิดอีกทีทั้งข้อดีแล้วก็ข้อเสียแล้ว ผมก็เห็นด้วยกับมาตราการนี้ มันเหมือนกับไก่กับไข่นะครับ ถ้าเราจะรอให้ระบบขนส่งมวลชนของเราดีขึ้นและครอบคลุมทุกพื้นที่ในกรุงเทพฯแล้วค่อยทำ เราก็ต้องรอไปถึงชาติหน้านะครับ

ผมได้อ่านคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์แจกฟรี  Daily Xpress เขาก็เห็นด้วยกับนโยบายนี้ แล้วก็อยากให้คุณอภิรักษ์ดำเนินการเลย แต่เขาก็คาดเดาว่าคุณอภิรักษ์คงไม่กล้าใช้นโยบายนี้ เพราะมันเสี่ยงเกินไปกับอนาคตทางการเมืองของคุณอภิรักษ์ ผู้ใช้รถในกรุงเทพฯถูกรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าตามใจจนเคยตัว ทั้งสร้างถนน ทางด่วน ทั้งการชดเชยราคาน้ำมันโดยผ่านกลไลกองทุนน้ำมัน แทนที่จะเอาเงินเหล่านี้ไปสร้างระบบขนส่งมวลชนให้มันดี และมีราคาค่าบริการที่ทุกคนสามารถจ่ายได้ เพราะนี่เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการลดการใช้พลังงานและมลภาวะเป็นพิษ แล้วเราก็สามารถเอาเงินที่ได้รับจากการเก็บค่าผ่านทางไปช่วยในการปรับปรุงระบบขนส่งมวลชน คนเขียนคอลัมน์ (Tulsathit Taptim ผมเดาภาษาไทยไม่ออกตรงชื่อนะครับ แต่นามสกุลนี่เดาว่าทับทิม) ชม Ken Livingstone ผู้ว่า London คนที่เป็นผู้ริเริ่มใช้นโยบายนี้(ภาษาอังกฤษเรียกว่า Congestion Charging) ที่กล้าใช้นโยบายซึ่งก็มีคนจำนวนมากคัดค้าน นักการเมืองส่วนใหญ่ทั่วโลก ไม่เฉพาะประเทศไทย ไม่กล้าจะทำอะไรที่ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะมีประโยชน์ต่อส่วนรวมในระยะยาว แต่สิ่งนั้นอาจจะนำความวิบัติมาให้ตัวเองในอนาคตอันใกล้ เท่าที่ผมเช็คดูมีอีก 2 ประเทศในโลกที่ใช้นโยบายนี้ตามผู้ว่าลอนดอนคือสวีเดน(สต็อกโฮมล์) และสิงคโปร์ สวีเดนนี่ผมไม่รู้ว่าลักษณะการเมืองของเขาเป็นแบบไหน แต่สิงคโปร์นี่เป็นระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบเผด็จการ เพราะฉะนั้นเขาไม่ต้องแคร์ว่าจะมีคนไม่พอใจหรือเปล่า แค่คิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศก็ทำได้เลย ผมเคยนั่งแท็กซี่ในสิงคโปร์ เวลาเรียกเข้าไปในใจกลางเมืองเขาจะคิดค่าโดยสารเพิ่มจากปกติ เขาใช้ระบบซึ่งผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นระบบ GPS หรือดาวเทียม ในการตรวจสอบว่ารถคันไหนเข้าไปยังส่วนที่ต้องเก็บตังค์ แล้วก็บันทึกเข้าในระบบคอมพิวเตอร์เป็นข้อมูล เดาเอาว่าเขาน่าจะเก็บเงินตอนปลายเดือนกับเจ้าของรถคันนั้นๆ ในสิงคโปร์จะเก็บเป็นต่อครั้งที่เข้าไปในเขตที่เสียเงิน ผมว่าวิธีนี้ก็ดีนะครับ ไม่ต้องเปลืองกำลังเจ้าหน้าที่มาตั้งด่าน แล้วก็ต้องมาต่อคิวรอเสียเงิน ส่วนในอังกฤษจะเก็บเป็นรายวัน แต่ผมไม่รู้ว่าของอังกฤษนี่ใช้ระบบ GPS ในการตรวจสอบหรือตั้งด่านเก็บตังค์เอา อ้อในอังกฤษนี่แท็กซี่ไม่ต้องเสียค่าผ่านทาง แล้วก็ผู้ที่อาศัยอยู่ภายในบริเวณที่เรียกเก็บเงินจะได้ส่วนลด

ในประเทศอื่นๆนโยบายนี้ก็ยังอยู่ในขั้นศึกษา และโยนหินถามทางอย่างที่ผู้ว่าอภิรักษ์กำลังทำอยู่ เนื่องจากว่าถ้าเมืองไหนเป็นเมืองที่มีการเลือกตั้งผู้ว่า ผู้ว่าคนปัจจุบันส่วนใหญ่ก็จะไม่กล้าทำ เพราะรู้ว่าถ้าทำไป โอกาสจะตกงาน ไม่ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าอีกครั้งมีสูง เลยไม่มีใครกล้าเสี่ยง

ผมถามความคิดเห็นเรื่องนี้กับเพื่อนว่า มึงคิดว่าผู้ว่าอภิรักษ์จะกล้าใช้นโยบายนี้หรือเปล่า ? เพื่อนก็คิดเหมือนผมคือ ไม่กล้า ผมคิดว่าถ้าคุณอภิรักษ์จะกล้าทำก็อาจจะเป็นเทอมที่สอง หลังจากได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นผู้ว่าอีกครั้งแล้ว แต่โอกาสก็น้อยมาก เพราะผมคิดว่าเส้นทางการเมืองของคุณอภิรักษ์นี่มีแนวโน้มถึงนายกเลย แกคงไม่อยากมาเสี่ยงกับเรื่องนี้ ผมได้แต่ภาวนาให้คุณอภิรักษ์ทำ ไม่ต้องไปแคร์อะไร ถ้าทำไปแล้วอาจจะหมดอนาคตทางการเมือง คุณอภิรักษ์ก็กลับไปรับจ้างบริหารบริษัทเหมือนกับที่เคยทำมา เชื่อว่าภายในไม่เกิน 10 ปีก็จะมีคนจำนวนมากที่ชื่นชมความกล้าของคุณอภิรักษ์ เด็กๆก็จะได้เห็นตัวอย่างที่ยังมีชีวิตของคนที่ทำเพื่อส่วนรวม โดยไม่สนใจว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นยังไง แต่นี่ผมแค่ฝันครับ ผมคิดว่าคนแบบนี้ มีน้อยมากในประเทศไทย หรือแม้แต่ในโลก ยังไงก็ตามผมอยากให้ประเทศไทยมีคนแบบนี้ แล้วถ้าจะมี คุณอภิรักษ์นี่ก็ใกล้เคียงที่สุด เพราะหน้าที่การงานที่คุณอภิรักษ์ทำก่อนที่จะมาเล่นการเมืองก็เป็นธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องอิงการเมืองมากนัก คือไม่ได้ทำธุรกิจที่เป็นสัมปทานรัฐ(อาจจะยกเว้นตอนทำกับบริษัททรู) ถ้าออกนโยบายแล้วคนไม่พอใจ หมดอนาคตทางการเมือง คุณอภิรักษ์ก็ไปหางานในอีกหลายๆบริษัทที่ไม่ได้ทำธุรกิจที่เกี่ยวกับสัมปทานก็ได้ คล้ายๆกับคุณกรณ์ จาติกวณิช ที่ไม่จำเป็นต้องอิงการเมืองหรือทำธุรกิจเกี่ยวกับสัมปทานซึ่งนักการเมืองส่วนใหญ่มักจะทำกัน โดยเฉพาะนักการเมืองในต่างจังหวัด เช่นแถวบ้านผม(ไม่บอกว่าจังหวัดอะไร เดี๋ยวโดนจับได้  ) ถ้านักการเมืองแถวบ้านผมไม่ได้เป็นสส. ธุรกิจที่วงศาคณาญาติเขาทำที่เกี่ยวกับงบประมาณของรัฐบาล เช่น สร้างถนน แหล่งกำจัดขยะ สร้างอาคาร ฯลฯ ก็จะเน่าตามไปด้วย เพราะฉะนั้น คนพวกนี้จะเลิกเล่นการเมืองไม่ได้

ตอนต่อไปผมจะพูดถึงเรื่องของประสบการณ์ของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้ แล้วก็สถานการที่เพื่อนสนิทของผมกำลังเจออยู่ในเรื่องการไม่กล้าพูดในสิ่งที่ควรพูด เพราะรู้ว่าถ้าพูดไปแล้ว ตัวเองอาจต้องหางานใหม่

edit @ 28 Jul 2008 13:16:56 by tutorcat